แจ็ค ฟรอสต์

now browsing by tag

 
 

การเรียบเรียงเพลงโดยใช้โปรแกรมช่วย

Harrington ถูกย้ายโดยสิ่งที่เธอได้ยินและได้ขีดเขียนลงทุกอย่างที่เธอสามารถจำทั้งหมด ในขณะที่การต่อสู้น้ำตา ไม่กี่วันต่อมา Harrington เริ่มเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นเป็นเพลงที่มีร่วมสองนักเขียน นักร้องลีไบรส์ไว้ “ผมขับรถบรรทุกของคุณ” และเดือนที่ผ่านมามันเป็นรูปโค้งเลขที่ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดออกอากาศของประเทศ
YouTube

เป็น เพลงที่เติบโตในความนิยมพอล Monti, ชายคนหนึ่งซึ่งคำพูดในรายการวิทยุเป็นแรงบันดาลใจในสถานที่แรกที่ได้รับข้อ ความใน Facebook มันมาจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งลูกชายถูกฆ่าตายในการต่อสู้เช่นเดียวกับจาเร็ด

“เธอ ส่งข้อความมาให้ฉันและบอกฉันว่าเธอเคยได้ยินเพลงนี้และที่ฉันได้ไปฟังมัน. เธอรู้ว่าฉันขับรถบรรทุกของ Jared และเธอขับรถรถบรรทุกของลูกชายของเธอ” Monti พูดว่า “ฉันจำได้ที่จะไม่สามารถที่จะฟังเพลงทั้งหมด; ฉันได้รับเป็นมันสองสามแท่งหรือดังนั้นและเพียงแค่ชนิดของ welled ขึ้น.”

นี่ คือสิ่งที่: นักแต่งเพลง Harrington จำไม่ได้ว่าชื่อของพ่อซึ่งเธอเคยได้ยินวิทยุ – แต่เธอต้องการอย่างยิ่งที่จะหาเขาเพื่อให้เขารู้ว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจ

“คุณ รู้สึกเหมือนเพลงนี้เป็นเช่นของขวัญ” Harrington พูดว่า “และมันอำนวยความสะดวกในการรักษาผมคิดว่าในคน. และเราก็อยากให้เขารู้ว่ามันเป็นคำพูดของเขาที่เราสัมผัส.”

หลังจาก การค้นหาทางอินเทอร์เน็ตไร้ผลในที่สุดเธอก็พบว่าชื่อของเขา และในสัปดาห์นี้พอล Monti บินไปแนชวิลล์เพื่อตอบสนองนักแต่งเพลงและไปงานเลี้ยงเพื่อเป็นเครื่องหมาย ของความสำเร็จของเพลง

 

สอง ปีที่ผ่านมาเมื่อวันที่ระลึก, แนชวิลล์นักแต่งเพลง Connie Harrington กำลังขับรถอยู่ในรถของเธอฟังเรื่องราวในรายการวิทยุสาธารณะที่นี่และตอนนี้ และเธอได้ยิน – ทหารที่ถูกฆ่าตายในอัฟกานิสถาน

“เขาบอกว่าเขาเป็นคนขับรถบรรทุกของลูกชายของเขา” แฮริงตันกล่าวว่า “และเขาเดินขึ้นไปบนรถบรรทุกอธิบาย.”

30 ตอนที่เขาถูกฆ่าตายในการดำเนินการในปี 2006 ใน วิทยุกระจายเสียงพ่อของเขาพอลกล่าวว่าเหตุผลที่เขาขับรถบรรทุก Jared ทิ้งไว้ข้างหลังได้ง่าย:. “สิ่งที่ผมสามารถบอกคุณได้ว่าเขาก็มีดีเอ็นเอของเขาทั้งหมดมากกว่านั้นฉัน รักการขับรถเพราะมันทำให้ฉันนึกถึง. เขา แต่ฉันไม่ต้องการรถบรรทุกเพื่อเตือนฉันของเขา. ฉันคิดเกี่ยวกับเขาหนึ่งชั่วโมงของทุกวันทุก. ”

หนึ่งในสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับจาเร็ดไม่ได้แม้ในเพลง จ่าตีเป็นรางวัลเหรียญเกียรติยศสำหรับความพยายามที่จะช่วยชีวิตเพื่อนได้รับบาดเจ็บสาหัสในอัฟกานิสถานในปี 2006 ลาดตระเวนของเขาได้มาอยู่ภายใต้การโจมตีที่รุนแรงและจาเร็ดวิ่งออกมาสามครั้งเจาะเข้าไปในผนังของกระสุนและระเบิด เมื่อความพยายามครั้งสุดท้ายของเขาเพื่อช่วยส่วนตัวที่เขาถูกฆ่าตาย

“นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องมีชีวิตอยู่กับวันที่ …. [เขา] เคยยอมแพ้ในสิ่งที่ไม่ว่าสิ่งที่มันก็ไม่ทุกครั้ง” พอลพูดว่าบุตรชายของตน

“เด็ก ของคุณคืออนาคตของคุณและเมื่อคุณได้สูญเสียบุตรหลานของคุณที่คุณได้สูญเสีย ในอนาคตของคุณ. และฉันคิดว่าหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ปกครองเพื่อให้ดาวสีทองจำนวนมากขับรถบรรทุก ของเด็กคือ ‘cuz พวกเขาจะต้องยึดมั่นใน. พวกเขาเพียงแค่ ต้องยึดมั่นใน. ”

เรื่องราวอย่างต่อเนื่องในทุกอย่าง พอล Monti และ Connie Harrington พบกันในแนชวิลล์สตูดิโอที

วิจารณ์หนังเรื่อง The Bourne Legacy

บอร์น เลกาซี่ เป็นเหมือนดั่งสมบัติที่บอร์นทิ้งเอาไว้ให้กับคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบ รัฐบาลๆคล้ายๆกับตนเอง โดยภาคนี้หนังเล่าเรื่องของ แอรอน ครอสส์ ตลอดเรื่องไม่ได้มีเจสัน บอร์นมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่อาจจะเห็นได้ว่าหนังมีการพูดถึงเจสัน บอร์นอยู่เป็นระยะๆ โดยแสดงระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกันกับเรื่องบอร์นไตรภาค คำถามสำคัญคือ มันจำเป็นต้องมีการเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้อีกครั้งด้วยหรือ? และอะไรที่น่าสนใจในโลกของบอร์นอีก?

แอรอน ครอสส์เป็นสายลับ ในโครงการเอาต์คัมที่ถูกรัฐสั่งเก็บกวาดโครงการ แต่ตัวเองดันรอดออกมาได้คนเดียว โดยหนังก็มุ่งเป้าไปที่การเอาชีวิตรอดของครอสส์ ซึ่งมีฉากแอคชั่นเตะต่อยบ้าง ไล่ล่าบ้าง ดวลปืนบ้างมาผสมๆกันตามสไตล์หนังแอคชั่น และคำถามสำคัญระหว่างดูอีกก็คือเราจะอยากดูฉากแบบนี้อีกทำไม ถ้าโครงเรื่องมันไม่แข็งแรงพอ ในตอนเจสัน บอร์นมันมีเส้นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม การเดินทางของตัวละครที่น่าสนใจและน่าค้นหา การดำเนินเรื่องเป็นแก่นหลักของการติดตามเรื่องและความสนุก ฉากแอคชั่นเสริมเข้ามาเป็นรสชาติประกอบให้ตัวหนังจัดจ้านมากขึ้นทำให้หนังมี สเน่ห์และครบรสในตัวมันเอง และด้วยความที่เป็นการเปิดมิติของหนังสายลับ เจ้าหน้าที่พิเศษแนวใหม่มันจึงไม่ยากที่เราจะจดจำและสนุกไปกับมัน

แต่บอร์นภาคนี้กลับมาด้วยสไตล์เดิมแบบบอร์นนั่นแหละ แต่เป็นบอร์นที่ทิ้งแม่แบบให้คนอื่นนำไปใช้ต่อจนแทบไม่เหลือความตื่นเต้น แปลกใหม่ใดๆอีกแล้ว และยังกลับมาพร้อมเรื่องราว การดำเนินเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเรื่องและแอคชั่นไม่ไปด้วยกัน จนไม่อาจจะกลับมาประกาศตัวได้ว่านี่แหละคือเจ้าตำหรับหนังแอคชั่นยุคใหม่ เรื่องหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉากแอคชั่นนั้นทำมาได้อย่างสนุกสนานในระดับที่ไม่ผิดหวัง และการดำเนินเรื่องก็เป็นเหตุเป็นผลและเป็นลำดับได้อย่างดี เพียงแค่มันไม่น่าสนใจเท่านั้น โดยหนังอาจจะเล่นกับแง่มุมความรู้สึกเชิงลึกของตัวละครก็ได้แต่ก็ไม่ได้มี อะไรมากไปว่าเอาตัวรอด และแอคชั่น

สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ในบริบทแวดล้อมของหนังที่ผู้สร้างอาจจะจงใจใช้หรือ ไม่จงใจก็ตาม ก็คือการมองระบบอำนาจของรัฐ ที่กำลังพูดถึงการก้าวสู่อำนาจต่างๆ การทำให้มนุษย์เป็นเพียงวัตถุไม่ใช่คนอีกต่อไป สร้างขึ้นมา กำจัดทิ้งตามแต่ประสงค์ของรัฐจะเป็นไป หรืออำนาจของรัฐในการแทรกแซงชีวิตประจำวันต่างๆของเราทุกคนที่เข้าถึงได้ อย่างเพียงง่ายดาย บางทีเหล่าสายลับในโครงการต่างๆอาจจะเป็นภาพแทนของประชาชนเหล่าบุคคลทั่วไป ที่ต้องมารับผลจากการกระทำของรัฐ และเขาเหล่านั้นก็เป็นภาพแทนของการต่อสู้เพื่อปลดตัวเองให้หลุดพ้นจากระบอบ ดังกล่าว และคงจะดีถ้าบอร์นในภาคนี้สามารถขับประเด็นที่เข้มข้นเหล่านี้ออกมาให้ได้ ชัดเจนกว่านี้

Laurence Anyways

Laurence Anyways (Xavier Dolan,2012) – 8.5/10

หนังที่มีเรื่องที่ก้าวพ้นจากความเป็นหนังโรแมนติคธรรมดา ซ้ำยังวิพากษ์สถานะทางเพศในสังคมได้อีกหนึ่งชั้น จากตัวพล็อตที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นอกจากการที่คนสองคนรักกันแล้วก็ต้องเลิก กัน แต่ก็ยังกลับมารักกันก่อนจะรู้ตัวว่ามันเป็นไปไม่ได้ รูปแบบการเล่าเรื่องทางด้สนโครงสร้างก็เดิมๆ ไม่ได้แหวกแนวกว่าหนังรักอื่นๆยังไง

แต่สิ่งที่แหวกแนวคือลอเรนซ์ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีแฟนสาวมาได้สองปี ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมีความสุขกัน และรักกันอย่างมหาศาลกลับต้องเปลี่ ยนไปเมื่อลอเรนซ์บอกว่าชีวิตที่เขาเป็นอยู่นี้ไม่ได้เป็นของเขา เขากำลังขโมยชีวิตคนอื่นอยู่ ชีวิตจริงๆของเขานั้นเป็นผู้หญิง และเขาจะเริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แรกเริ่มแฟนสาวของเขาก็ยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนลอเรนซ์อย่างที่เขาอยาก เป็น ความรักของทั้งคู่กลายเป็นความสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่างผู้ชายที่แต่งตัว เป็นผู้หญิงกับผู้หญิง ซึ่งถึงแม้ลอเรนซ์จะกลายมาเป็นผุ้หญิงในทางกายภาพแล้ว เขาก็ยังคงรักเฟรด แฟนสาวของเขาอยู่เสมอ และเขาโอเคกับความไม่ชัดเจนว่าอะไรชายอะไรหญิง หรือรักชายรักหญิงอะไรก็ตาม เขายังคงรักที่เฟรดเป็นเช่นนั้น ส่วนเฟรดที่รักลอเรนซ์เช่นกันก้เหมือนจะทนกับแรงกดดันจากสังคมไม่ไหวจนต้อง แยกกัน ต่างคนต่างไปมีชีวิตครอบครัวของตัวเอง

เมื่อเวลาผ่านไปมีเหตุให้ทั้งสองกลับมาพบกันอีกทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองนั้นก็รักกันจริงๆขนาดไหน แต่สุดท้ายเมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆชีวิตรักของทั้งคู่ก็ต้องจบลงอยู่ดี และไม่มีวันจะอยู่ร่วมกันได้อีกด้วย หนังได้เล่าให้เห็นถึงว่าตัวลอเรนซ์นั้นได้รับแรงกดดันจากสังคมต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะการต้องเลิกสอนหนังสือ การมีเรื่องกับคนในบาร์ หรือการถูกตั้งคำถามกับตัวตนของเขาอยู่เสมอ แต่เขาไม่เคยใส่ใจมัน เขาใส่ใจเพียงแค่เฟรดเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เขาเลิกรากับเฟรดไปอยู่กับแฟนใหม่อย่าง ชาร์ลอตต์ เขาก็เหมือนอยู่ด้วยไปวันๆไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น ยิ่งเมื่อเขาต้องเลือกว่าจะรักษาสัมพันธ์กับชาร์ลอตต์หรือจะกลับไปหาเฟรดเขา ก็เลือกที่จะกลับไปหาเฟรด ในส่วนนี้เราจะเห็นว่าลอเรนซ์ไม่ได้ใส่ใจในความแตกต่างหรือสิ่งที่ตัวเขาเป้ น เขาใส่ใจเพียงแค่ชีวิตของเขาที่ดำเนินไป และคนที่จะมาเติมเต็มตัวเขาก็เท่านั้น

แต่สำหรับเฟรดนั้นเราได้เห็นว่าเฟรดต้องทนรับแรงกดดันจากรอบข้างขนาดไหนใน การใช้ชีวิตอยู่กับลอเรนซ์ หนังเล่าเรื่องโดยใช้โทนอึมครึม มีแรงกดดันมวนๆประหลาดๆอยู่ตลอด และมาถูกระเบิดเอาก็ตอนที่ทั้งคู่อยู่ในร้านอาหารแล้วถูกยุ่มย่ามจากพนักงาน เสิร์ฟในร้าน จากนั้นเราก็เห็นเฟรดเปลี่ยนไป เธอแต่งตัว เธอเที่ยว จากที่เราเห้นเราจะรู้สึกว่าช่วงเวลานี้มันช่างแสนเศร้า และเป็นฉากที่ดูจัดวางไม่เหมือนตอนที่เธออยู่กับลอเรนซ์ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะให้เป็นแบบนั้น เพราะเธอต้องการใช้ชีวิตที่จะอยู่กับผู้ชาย

ปมนี้มาเด่นชัดขึ้นในตอนที่ลอเรนซ์พาเฟรดไปเจอกับคู่รักที่ข้ามเพศเช่นกัน แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันได้ โดยเป็นการพิสูจน์ให้เห้นว่าวิถีชีวิตแบบนี้มันสามารถมีความสุขได้จริงๆ แต่กลับเฟรด เธอไม่สามารถยอมรับชีวิตแบบนี้ได้ และเธอได้พุดประโยคที่คนดูน่าจะรู้มาตลอดอยู่แล้วออกมาว่า ฉันต้องการอยู่กับผู้ชาย ในความหมายคือเฟรดเองก็รักลอเรนซ์มาก แต่เธอไม่อาจจะทนอยู่กับคนที่ไม่ใช่ผู้ชายได้ ถึงเธอจะเจอใครที่เธอไม่ได้รักเท่าเขาถ้าคนนั้นเป็นผู้ชายเธอก็โอเคที่จะ อยู่ด้วย จากตรงนี้จะเห้นว่าเฟรดเองนั้นถูกกรอบของสังคมครอบเอาไว้อย่างแน่นหนาใน เรื่องของค่านิยมในเรื่องเพศเช่นว่า ชายต้องคู่กับหญิง หญิงต้องคู่กับชาย และเธอก็ไม่อาจจะยอมรับชุดความเป็นไปได้อื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากนี้ได้ หนังได้นำเสนอเรื่องเพศแบบเสรีอย่างสุดทางมากๆเพราะเราจะเห้นว่าแม้ผู้ชาย ที่อยากแต่งตัวเป็นผู้หญิงก็ยังรักกับผู้หญิงไม่ได้ชอบผู้ชายหรืออะไร หนังกำลังพูดถึงเสรทางด้านเพศที่ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่าอะไรคู่กับอะไร แต่ลงลึกไปถึงตัวตนว่าใครจะชอบใคร ซึ่งตัวละครเฟรดก็เป็นเหมือนคนทั่วๆไปที่ถูกสังคมกล่อมเกลามาให้มีความเชื่อ แบบรูปแบบเอาไว้

ในตอนจบหนังหยิบฉากที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรกมาเล่าให้ฟัง โดยในประโยคสุดท้ายของหนังเป็นทั้งที่มาของชื่อเรื่อง และเป็นตัวสรุปใจความของสิ่งที่หนังกำลังจะบอกด้วย ว่า ไม่ว่ายังไง ผมก็คือลอเรนซ์ ซึ่งมีความหมายไปถึงว่าในวันหนึ่งถึงผมจะกลายเป็นอะไรก็ตาม ผมก็ยังคงเป็นลอเรนซ์อยู่ นั่นคือสิ่งที่หนังกำลังพูดในเรื่องของความเป้นชายและหญิง กับตัวตน ที่ตัวตนของเราก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

หนังเล่าเรื่องด้วยโทนใสๆหน่อยแต่จะมีจังหวะอึมครึมมืดหม่นแทรกเข้ามาบ้าง เล็กน้อย หนังเล่าเรื่องง่ายๆภายนอกดูเป้นหนังรักอกหัก เศร้าๆทั่วไป โครงสร้างเดิมๆ แต่ความหมายที่ตัวหนังกำลังบอกนั้นมีความหมายที่พูดถึงความสัมพันธ์ในเชิง ลึก และก่อให้เกิดการตั้งคำถามได้อย่างดี นั่นจึงเป้นจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่น ดูสนุก และชวนให้คิดอะไรบางอย่างได้อย่างครบครัน

Looper รอจัดต่อวันเกิด

Looper (Rian Johnson,2012) – 7.5/10

หนังว่าด้วยเรื่องที่ปูเรื่องมาตั้งแต่ต้นเรื่อง และคำโปรยว่าการเผชิญหน้ากับอดีต หนังเล่าเรื่องของ คนกลุ่มหนึ่งที่ต้องฆ่าคนจากอนาคตและตุวเองในอนาคตจะต้องถูกส่งกลับมาให้ตัว เองในอดีตฆ่า มีคำเรียกว่าหยุดลูป ใ

นตอนต้น เรื่องหนังค่อยๆปูให้เห็นตัวละคร และระเบียบของดลกในอนาคตอย่างละเอียดจนสามารถขจัดคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างหมดจด และเรายังพอเห็นแง่มุมบางอย่างของตัวละครเอกด้วย ว่ายอมจะทำทุกอย่างเพื่อเงิน แต่ยังพอมีด้านอ่อนโยนอยู่บ้าง หนังฉลาดที่เล่าเรื่องของโจวัยหนุ่มจนกลายไปเป็นโจวัยแก่ที่ต้องถูกส่งกลับ มาในอดีตเพื่อหยุดลูปของตัวเอง ไม่ได้เล่าเรื่องแต่จากด้านโจวัยหนุ่มที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ตนเองต้อง หยุดลูปอย่างเดียว เพราะถึงแม้การเติบโตของโจไปเป็นโจวัยแก่นั้นจะรวดเร็ว แต่เราก็เห็นวิวัฒนาการของโจอย่างต่อเนื่องว่าในชีวิตของโจต้องเจอกับอะไร บ้าง และไปยุติที่ตรงไหน ทำให้เมื่อโจทั้งสองมาพบกันทำให้ทั้งสองตัวละครมีแรงดึงดูดเฉพาะตัว เพราะเราต่างก็เห็นชีวิตของตัวละครทั้งสองไปเรียบร้อยแล้ว หนังเหมือนเริ่มต้นเล่าปัญหาของเรื่องว่า การต้องมาเผชิญกับอดีตของตนเองที่ทำให้อนาคตของตัวเองนั้นต้องพบจุดจบที่ไม่ สวยงาม แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆกลับจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่ “ลูป” อย่างที่หนังกำลังพยายามจะพูดถึงหนังกลับกลายจะเป็นเหมือนการสร้างเส้นทางของจักรวาลคู่ขนานไปเสียมากกว่า เพราะกลายเป็นว่าการกระทำในอดีตสามารถเปลี่ยนแปลงได้และจะส่งผลไปถึงอนาคต ดังนั้นไม่ว่าเรื่องใดๆในอดีตก็สามารถจะกลายเป็นทางเลือกอื่นๆได้อยู่เสมอ ซึ่งต่างจากหนังอย่าง 12 Monkeys ที่หนังนำพาตัวละครเอกกลับมาในอดีตแล้วดันไปสร้างเหตุการณ์ที่ส่งผลไปยัง อนาคตที่ต้องส่งตัวเองในอนาคตกลับมาแก้ไขแล้วก็กลายเป็นตนเองไปสร้าง เหตุการณ์ดังกล่าวให้เกิดขึ้นวนไปวนมา ซึ่งนั่นดูจะเห็นเป็นลูปมากกว่า ดังนั้นจากหนังเรื่องนี้เราจะพบจุดที่น่าสงสัยมากมายเต็มไปหมด ว่าเรนเมคเกอร์เป็นมายังไง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับตัว โจ เพราะในลูปก่อนหน้า หรือจักรวาลคู่ขนานก่อนหน้านั้น โจก็ไม่เคยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแม่ลูกคู่นี้เลย แต่ก็ยังสามารถกำเนิดเรนเมคเกอร์ขึ้นมาได้ ดังนั้นแล้วการหยุดลูปครั้งนี้จะไปเกี่ยวพันกับการช่วยเหลือเรนเมคเกอร์ได้ อย่างไร เพราะสุดท้ายตอนจบของหนังจะดูเป็นการหยุดลูปได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะมีเรนเมคเกอร์อยู่ดี เพราะสุดท้ายแล้วโจก็เป็นตัวละครที่ไม่ได้เป็นตัวหลักของตัวแปรในการกำเนิด เรนเมคเกอร์ และเรนเมคเกอร์มีความโกรธแค้นส่วนตัวอะไรกับลูปเปอร์ถึงต้องส่งลูปเปอร์กลับ มาหยุดลูป ซึ่งจะว่าไปแล้วในลูปเก่าแม่ของซิดก็ไม่ได้ตายเพราะโจที่เป็นลูปเปอร์ดัง นั้นการตายที่เกิดจากลูปเปอร์ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือไม่มีความแค้นใดๆกับลูปเปอร์เลยแต่ต้องการส่งพวกเขากลับมาหยุดลูปเฉยๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลูปเปอร์ ทุกคนต่างรู้ถึงการหยุดลูป ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรนเมคเกอร์ลูปเปอร์วัยแก่จะไม่ถูกส่งกลับมา หยุดลูป ซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งโจเองแต่ทำไมสุดท้ายกลับไม่ไปเผชิญหน้ากับตัวเอง แล้วหาทางยับยั้งการเป็นลูปเปอร์ หรือการพยายามดึงตัวเองออกจากลูปที่ต้องเป็นลูปเปอร์แล้วฆ่าตัวเองในวัยแก่ วนไปวนมาเรื่อยๆไม่จบสิ้น ซึ่งดูจะเป็นการหยุดลูป หรือยุติลูปมากกว่าและการเผชิญหน้ากับตนเองก็ดูจะเป็นการพูดถึง ลูป ได้อย่างตรงจุด เพราะเป็นการพูดถึงวงเวียนของเวลาที่ห้วงกำเนิดจะเกิดเรื่องเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่การนำพาเราไปสู่เส้นทางเลือกใหม่ๆที่เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวแปลในการ หักเหอนาคตกันแน่

หนังเปิดเรื่องออกมาได้อย่างสนุกสนานและน่าสนใจมาก แต่เมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆไปจนถึงช่วงกลางเรื่องก็ค่อนข้างน่าเบื่อและดู ยืดเยื้อไปบ้าง และก็ดูจะไม่เข้าประเด็นความเป็นลูปเท่าไหร่ และตอนจบก็กลับมาหักจบแบบเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกริ่นไว้ในตอนต้น สิ่งที่ตัวละครน่าติดตามก็คือตัวละครแต่ละตัวมีความต้องการที่ค่อนข้างดี มีแรงปราถนาในการต่อสู้เพื่อใครซักคนมันจึงทำให้ ตัวละครนั้นน่าสนใจ แต่เนื่องด้วยความหลากหลายเหลือเกินทำให้การถ่ายเทน้ำหนักไปที่ตัวละครต่างๆ จึงไม่เท่ากัน ตัวละครโจในวัยแก่จึงไม่เข้มแข็งมากพอทั้งๆที่ตัวละครนี้เป็นตัวที่กุม เหตุการณ์ในเรื่องไว้ และเป็นตัวละครที่เป็นแกนตัวหนึ่งของเรื่อง แต่ถึงกระนั้นหนังยังทำให้เห็นว่ารายละเอียดที่โปรยออกมานั้นครบถ้วนสมบูรณ์ มาก ตั้งแต่การเชื่อมโยงของโจวัยเด็กกับซิดที่ตอบเหตุผลว่าทำไมโจถึงต้องปกป้อง ซิด และการที่ทำให้เห็นว่าโจในวัยแก่ทำไมถึงต้องการแก้ไขอดีตมากขนาดนั้น ตัวละครซาร่าที่เห็นว่าต้องการจะปกป้องลูปตัวเองขนาดไหน และโจวัยหนุ่มว่าทำไมถึงต้องการหยุดลูปนี้ซะ ซึ่งถ้าหากหนังมีการร้อยเรื่องราวให้เป็นลูปสมกับที่ตัวหนังกำลังพยายามจะ พูดอยู่จริงๆประเด็นดังกล่าวก็อาจจะเป็นความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ยิ่งเงื่อนไขของหนังนั้นมีความน่าสนใจอยู่มากด้วยแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าหนังพยายามพาเราไปหานั่นนี่ไปเรื่อยจนเส้นเรื่องออกจาก การอยู่ในลูปซะเอง ก็ทำให้ความสนุกหรือความแน่นของเนื้อหานั้นลดลงไปบ้าง แต่หนังก็ยังคงรักษาระดับความดีเอาไว้ได้อยู่ในระดับหนึ่ง

งานเด่นอีกด้านคือการออกแบบงานสร้างที่ดูจะมีความละเอียดอยู่สุงตั้งแต่ บรรยากาศ อุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหลายเช่นรถที่ว่าไม่ใช่รูปแบบล้ำสมัยอะไรนักแต่ดู เหมือนจะมีการออกแบบให้มีการใช้พลังงานรูปแบบอื่น ซึ่งแม้กระทั่งรถที่จอดประกอบฉากเฉยๆยังมีดีเทลของโซล่าเซลล์ นับว่าปราณีตในการใส่รายละเอียดมาก หรือการออกแบบเครื่องแต่งกายที่มีการตีความรูปแบบอนาคตไว้ไม่หลุดโลกจนเกิน ไปแต่ก็ด๊มีความพ้นยุคพ้นวัยสมันปัจจุบันโดยมีเค้าลางของความเปลี่ยนแปลงที่ มีรากฐานมาจากปัจจุบัน และการใช้โทนสีอึมครึม ก็ขับเน้นเนื้อหาของหนังออกมาได้อย่างดีขึ้นไปอีก

สรุปได้ว่าหนังก็มีส่วนที่ดีอยู่หลากหลาย แต่ก้มีส่วนที่ดูจะเขวไปจากสิ่งที่ตัวหนังวางไว้ และก็ยืดเยื้อไปบ้างเท่านั้น

แจ็ค ฟรอสต์

ดูหนังในส่วนนักแสดงที่มาให้เสียงพากย์นั้น ผู้กำกับแรมซีย์และทีม “Guardians” รู้ ดีว่าพวกเขาต้องหานักแสดงที่จะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพระเอก ในหลายๆ แง่มุม “Guardians” เป็นเรื่องราวของแจ็ค แต่ใครล่ะที่จะมีทั้งความขี้เล่นและความเปราะบางท่จะถ่ายทอดอารมณ์ที่หลาก หลายของแจ็คในเรื่องออกมาได้ พวกเขาพบสิ่งที่พวกเขามองหาในตัวของคริส ไพน์

“เราชื่นชอบคริสใน ‘Star Trek’ ครับ” แรม ซีย์กล่าว “เขาทั้งน่าตื่นเต้นและฉลาด ซึ่งมันก็จะปรากฏทันทีที่คุณได้เห็นเขาบนหน้าจอ เขามีประกายระยิบระยับในดวงตา ที่จะปรากฏในเสียงของเขาด้วย เขาเป็นพระเอกที่มีพลังงาน เสน่ห์และความรู้สึกสนุกสนานมากมาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติทุกอย่างที่แจ็ค ฟรอสต์มีครับ”

ในส่วนของเขา ไพน์สนใจบทนี้เพราะการเดินทางของแจ็ค

“หนึ่งในการเดินทางหลายครั้งของหนังเรื่องนี้คือการที่แจ็คได้พบบ้าน มิตรภาพ ชุมชนและเป้าหมายในชีวิต” เขากล่าว “แจ็คจะกระตุ้นให้เกิดการขว้างบอลหิมะใส่กัน และเขาก็อยากให้เด็กๆ สนุก แต่ก็อยากให้พวกเขารู้ด้วยว่าเขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังความสนุกนั้น ว่าเขาเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขามีช่วงเวลาดีๆ การเดินทางของแจ็ค เพื่อมีความผูกพันกับคนอื่นๆ และหาคำตอบเกี่ยวกับเป้าหมายในโลกนี้ของเขา เป็นสิ่งที่มีความเป็นมนุษย์มากๆ ครับ”

เตรียมพบกับแจ็ค ฟรอสต์ ในสุดยอดแอ็คชั่นแอนิเมชั่นจากดรีมเวิร์คส สนุกคมชัดทะลุจอ ในระบบ 3D ทั้งเสียงไทยและอังกฤษ 29 พ.ย.นี้

แจ็ค ฟรอสต์ ตาม ชื่อของเขาแล้วย่อมเกี่ยวข้องกับน้ำแข็ง ประวัติของแจ็ค ฟรอสต์มีมายาวนานแล้ว เขาเป็นตัวปัญหาอายุ 300 ปีในร่างของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ที่มีพลังในการสร้างเกล็ดน้ำแข็ง ลมและหิมะ เขามีความสุขที่สุดในตอนที่เขาก่อปัญหา ควบคุมฤดูหนาวด้วยการใช้ไม้เท้ากวัดแกว่ง แตะหรือสัมผัส สำหรับเขา วันที่ประสบความสำเร็จวัดได้จากจำนวนบอลหิมะที่เขาขว้าง จำนวนหน้าต่างที่มีฝ้าขึ้น และจำนวนโรงเรียนที่ประกาศหยุดหลังจากหิมะตกหนัก เขาไม่มีภาระรับผิดชอบ ไม่มีใครมาควบคุม และท้ายที่สุด เขาก็ไม่มีเป้าหมาย อย่างน้อยก็ในความคิดของเขา

ในเนื้อเรื่องของสุดยอดแอ็คชั่นแอนนิเมชั่นจากดรีมเวิร์คเรื่องนี้นั้น นอกเหนือจากรู้ว่าชื่อของเขาคือแจ็ค ฟรอสต์แล้ว เขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเองเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสิ่งที่เขาต้องทำในโลกใบนี้เลยครับ ซ้ำร้าย ไม่มีใครมองเห็นเขา และเขาก็ไม่เหมือนผู้พิทักษ์คนอื่นๆ ตรงที่ไม่มีใครเชื่อในตัวเขา เขาก็เลยเป็นเหมือนหมาป่าสันโดษ