หนังแอคชั่น

now browsing by tag

 
 

หนังเก่าที่น่าดู Natural Born Killers

Natural Born KillersNatural Born Killers (Oliver Stone,1994) – 8/10

หนังมีไสตล์ที่จัดจ้าน ซับซ้อน และให้ความรู้สึกขาดตอน สับสนอยู่ตลอดเวลา ในทางหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นการนำเสนอภาพความไม่ปกติของทั้งตัวละครเอกและตัว ละครอื่นๆที่อยู่ในเรื่อง หนังมีฟอร์มที่เล่นกับโทนภาพ สี และการตัดต่ออยู่ตลอดเวลา และเหมือนว่าหนังจะไม่ต้องการให้เราเข้าใจชีวิตและความคิดของตัวละคร เว้นเพียงแต่เขาจะต้องการให้เรารู้ ซีนที่เราเข้าใจได้ดีที่สุดกลับเป็นซีนแต่งงานของทั้งสองคนที่เราสามารถเห็น และซึมซับได้ว่าความรักของสองตัวละครนี้เปี่ยมล้นขนาดไหน โดยส่วนนอกเหนือจากนี้เราไม่มีความเข้าใจเลย

การที่ตัวละครเวยน์เกลจะเข้ามาสัมภาษณ์ก็เหมือนเป็นการพยายามถามคำถามที่ตัว คนดูเองก็สงสัยและไม่เข้าใจเช่นกัน เมื่อได้คำตอบเรากลับพบว่า สิ่งที่ตัวละครพูดมามันคือความจริงทั้งสิ้น ว่าในชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายต่างเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้าย และปีศาจที่อยู่ในตัวเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งตำรวจอย่างแจ๊ค และแรงผลักที่ทำให้เขาฆ่าคนเพียงเพราะว่าเขาเกิดมาเป็นนักฆ่าโดยธรรมชาติ ในจังหวะหนึ่งตัวละครจะบอกว่าความรักสามารถสยบปีศาจได้ และเราก็จะได้เห็นความรู้สึกผิดที่มิคกี้ได้ฆ่าอินเดียนแดงที่ให้ที่พักพิง ตาย โดยในทางหนึ่งอินเดียนแดงคนนั้นคือผู้ช่วยเหลือ หรือเป็นเหมือนผู้มอบความรักให้ การห่าเขาตายจึงนำมาซึ่งความรู้สึกผิด แต่ในอีกทางหนึ่งหนังก็เล่าให้เห็นว่าชีวิตของทั้งคู่นั้นไม่เคยได้รับความ รักใดๆ มีแต่การถูกทำร้ายจากคนรอบข้างทั้งสิ้น หรือกระทั่งตัวละครที่อยู่ในเรื่องก็ไม่ได้มีความรักใดๆที่จะสยบปีศาจด้าน มืดในตัวเองได้ ที่ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเพียงเพราะว่าเขายังไม่ถึงขั้นที่จะไม่มีอะไรต้องใส่ ใจอีกแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดเวยน์เกลก็เหมือนกลับกลายเป็นว่าได้ปล่อยปีศาจในใจออกมาใน ท้ายที่สุด

ในฉากจบหนังใช้ภาพที่นำเสนอให้เห็นความรุนแรงที่กระทำกันระหว่างมนุษย์ด้วย กัน มันเหมือนเป็นการย้อนกลับมาเล่าเรื่องข้างต้นใหม่อีกครั้งว่าด้านมืดในตัวคน นั้นมันทรงพลังขนาดไหน และการที่เราทำร้ายกันมันอาจจะนำไปสู่อะไร และท้ายที่สุดที่เรายังคงไม่บ้าคลั่งกันทุกคนนั้นเป็นเพราะว่าเรายังคงอยู่ ในกรอบของสังคม หรือเพราะว่าเรายังไม่ถึงจุดแตกจนเราไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก

หนังมีลีลาจัดจ้านมากจนการดูหนังเรื่องนี้มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าหนังอาจจะหนักมือไปบ้างในการเล่าเรื่อง แต่ถ้าหากดูตามบริบทการใช้ในการสนับสนุนเนื้อหาแล้วก็สร้างความก่อกวนในจิต ใจออกมาได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่าด้วยรูปแบบที่จัดจ้านอาจจะทำให้ไม่สามารถเข้าหาคนดูได้ง่ายดาย นัก

หนังสุดมันส์ Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty

Zero Dark Thirty (Kathryn Bigelow,2012) – 9/10

ในประวัติศาสตร์แต่ละช่วงเวลาก็มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นสงครามประจำช่วง นั้นๆให้คนแต่ละยุคได้มีความรู้สึกเปราะบางอยู่เสมอ ซึ่งในยุคปัจจุบันเห็นทีจะหนีไม่พ้นสงครามก่อการร้ายระหว่างอเมริกา และฝ่ายก่อการที่นำโดยบินลาเดน เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มประทุขึ้นในเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งในตอนนั้นทั่วโลกรู้ได้ทันทีว่าสงครามกำลังเกิดขึ้น และมิอาจจะจบลงได้ง่ายๆ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่ออเมริกาเหมือนกำลังทำสงครามอยู่กับเงา เพราะอีกฝ่ายสามารถหลบซ่อน แฝงเล้น และก่อการได้อย่างเงียบเชียบไม่มีที่มั่น หรือละแวกอาศัยที่สามารถระบุและกวาดล้างได้อย่างชัดเจน ปีแล้วปีเล่าที่สงครามนี้ดำเนินไปภายใต้ความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของคุณค่า ความเป็นมนุษย์ การเมือง และความถูกต้อง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้เล่าเรื่องของผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการตามล่าตัวบิน ลาเดน

โดยหนังเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วง 9/11 เรื่อยมาผ่านการนำเสนอให้เห็นความโหดร้ายของการทรมาน ความสูญเสีย การตอบโต้กันไปมาของแต่ละฝ่าย ซึ่งท่าทีว่าสงครามจะไม่มีวันจบลงง่ายๆเพราะเราไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าอะไรจะ เป็นเหตุให้เรื่องยุติได้ อย่างมากก็คงทำได้แค่เพียงป้องกันวินาศภัยที่จะเกิด แต่ตัวละครมายาได้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างที่มีในการตามล่าตัวบินลาเดนด้วยความ หวังที่ว่ามันจะเป็นการยุติสงครามได้ ซึ่งเราจะได้เห็นความทุ่มเท และการทำงานหนักตลอดระยะเวลาร่วมสิบปีของตัวละคร ซึ่งเหมือนแค่ว่ามันจำเป็นต้องทำแต่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด จนสุดท้ายเมื่อเรื่องราวมันยุติลง บินลาเดนถูกสังหารจริงๆ หนังก็ได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูได้คิด ซึ่งมันก็คงไม่ต่างจากสิ่งที่คนดูเองก็ใคร่สงสัยอยู่ดช่นกันนั่นคือ แล้วสงครามนี้สิ้นสุดลงรึยัง เมื่อเรากำจัดหัวหน้าของอีกฝ่ายได้แล้วทุกอย่างมันสิ้นสุดลงหรือยัง และจากนี้ไปเราจะทำยังไงกันต่อไป การตามล่านับสิบปีมันยุติลงแล้วจริงๆหรือ กล่าวได้ว่าตัวหนังเป็นการนำเสนอภาพของสงครามก่อการร้ายที่คลอบคลุมตั้งแต่ การเกิดจนกระทั่งมาถึงจุดยุติลงในยุคสมัย และได้ทิ้งท้ายไว้ตั้งคำถามถึงความว่างเปล่าและสับสนของตัวสงครามก่อการร้าย ครั้งนี้

หนังค่อนข้างนำเสนอโดยให้ตัวละครหญิงเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องและมีบทบาทโดดเด่น ชัดเจน จนแว่วว่ามีกลิ่นความเป็นเฟมินิสต์ของผู้กำกับลอยออกมา แต่กระนั้นตัวหนังก็ไม่ได้อวยกันจนเกินท่าทีเพียงแต่ว่าตัวละครที่ดูแวดล้อม นั้นกลับดูแบนๆ และไม่สามารถลงรายละเอียดให้มิติกับตัวละครต่างๆได้เท่าไหร่นัก และนอกจากนี้ก็คือการนำเสนอผู้ก่อการร้ายในแง่มุมที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งแม้กระทั่งบินลาเดนที่นอกจากเราจะยังไม่ได้เห็นหน้าเขาชัดๆแล้ว การตายของเขายังแทบจะไม่ได้เห็นตัวเขาเลยด้วยซ้ำไป

ความโดดเด่นอยู่ที่ความกดดันอันมีองค์ประกอบมาจากความเงียบของเรื่อง และดนตรีประกอบที่ค่อนข้างโทนลึก รบกวนจิตใจทำให้ตัวหนังดูมีความกดดันและระทึกตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ควรจะลุ้นก็สามารถเหยียดจังหวะออกไปได้อย่างดีจนสุดท้ายทั้งความ รู้สึกและเนื้อหาก็ทรงพลังจนกระทบความรู้สึกจนตัวหนังวนเวียนอยู่ในห้วงความ คิดได้เมื่อหนังจบแล้ว

หนังน่าดูSeeking a Friend for the End of the World

ความประหลาดใจของหนังเรื่องนี้ก็คือการที่ผู้ กำกับเป็นผู้หญิงแต่เลือกเล่าเรื่องราวในมุมมองของผู้ชาย โดยผลที่ได้ก็คือมุมมองที่ละเอียดและความรู้สึกที่เปราะบางอย่างที่หาไม่เจอ ในหนังที่กำกับโดยผู้ชายทั่วๆไป โดยในหนังก่อนหน้าของผู้กำกับคนนี้อย่าง nick&norah นั้นก็มีแต่อารมณ์แบบละมุนๆนิ่งๆในเรื่องราวที่ค่อนข้างกลวงๆไม่มีอะไรจึงทำ ให้หนังเรื่องดังกล่าวไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก แต่กลับหนังเรื่องนี้มีการผูกปมเรื่องความสัมพันธ์ ของตัวละครแต่ละตัวไว้อย่างดี และเหมาะสมดังนั้นเมื่อถูกนำเสนอผ่านมุมที่ละมุนและเปราะบางมันยิ่งส่งผล ขยายความรู้สึกที่เรื่องได้ปูไว้ออกมาอย่างชัดเจนและมีความน่าสนใจมากขึ้น กว่าครั้งเก่า

หนังเล่าเรื่องโลกที่กำลังจะถูกอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนในอีกสามอาทิตย์ ดังนั้นโลกทั้งโลกย่อมรู้ว่าตนเองเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ และชีวิตในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตจะเป็นอย่างไร โดยที่ตัวละครหลักๆทั้งหลายค่อนข้างมีปมกับความสัมพันธ์ โดยที่ดูจะเน้นหนักไปที่ตัวนำเรื่องฝ่ายชายซะส่วนใหญ่ ทั้งความสัมพันธ์กับพ่อ และกับภรรยา ในช่วงหนึ่งของหนังเขาเผยออกมาว่าที่แต่งงานเพราะเขากลัวว่าจะต้องตายคน เดียว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความขาดและความกลัวของตัวละคร ที่ว่าเมื่อตัวละครขาดความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัว ในวันหนึ่งเขาจะกลัวกับการต้องอยู่คนเดียวและพยายามจะหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ว่า คนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม แต่เมื่อภรรยาของเขาหนีหายไปเขาก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วความสัมพันธ์ที่ควรจะ เติมเต็มกันมันควรจะมีคุณค่ามากกว่านั้น

ถึงแม้ว่าตัวละครหลักจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแต่เมื่อเขาได้เห็นความ อบอุ่นจากคนรักเขาก็ได้มองเห็นตัวเองและพร้อมจะกลับไปเพื่อใช้เวลาซักเสี้ยว หนึ่งในชีวิตของเขาเพื่อพูดคุยกับพ่อดูบ้าง และโดยมีแรงผลักดันที่ว่าจะทำให้คนที่รักต้องสมหวังเป็นแรงผลักอีกประการ ดังนั้นในตอนจบเราจะได้เห็นว่าที่ตัวละคร ดอดจ์พูดว่า เราได้ช่วยชีวิตกันและกัน นั้นมันมีความหมายอย่างไร เพราะเมื่อเขาได้เจอเธอมันก็ทำให้เขาได้มองเห็นความสัมพันธ์ต่างๆรอบตัวเขา มีคุณค่าและสวยงามขึ้นมา และมันเป็นความสุขที่สุดที่จะได้ตายไปโดยที่มีคนที่เรารักและรักเราอยู่ด้วย กัน ไม่ใช่เพียงแค่การตายโดยลำพัง หรือการตายคู่กับใครซักคนที่ไม่มีความหมาย

หนังค่อนข้างเล่าเรื่องกระชับปูเรื่องราวได้ค่อนข้างดี ด้วยการปูเรื่องราว ปูมหลังของตัวละครในระดับที่เหมาะสมไม่มากน้อยเกินไป ก็ทำให้ไดนามิคของความละมุนในการแสดงของความรู้สึกของตัวละครนั้นมีความหมาย มากขึ้น และดูจะสอดรับกันเป็นอย่างดีระหว่างการแสดงและเนื้อหา โดยนอกจากการใช้นักแสดงรับภาระในการดำเนินเรื่องด้วยความรู้สึกต่างๆแล้ว สิ่งที่ช่วยสนับสนุนได้เป็นอย่างดีในการดำเนินเรื่องก็คือการนำเสนอที่ไม่ ซีเรียสจริงจังตามแบบหนังโลกแตกทั่วไป แต่กลับมาด้วยท่าทีเป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในบางทีดูจะออกตลกร้ายซะด้วย ทำให้โทน และการนำเสนอช่วยให้ความน่าสนใจของเรื่องเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อถึงจังหวะช่วงท้ายเรื่องก็ยังคงสามารถส่งผลความหดหู่ทางอารมณ์ได้ อย่างดีด้วยท่าทีที่เฉยๆ แต่ปมดรามาติคมันทำงานด้วยตัวมันเองไม่ต้องไปทำท่าทีซีเรียสอะไร ทำให้เรารู้สึกสัมผัสถึงความเศร้าได้อย่างจริงใจไม่บีบคั้น

วิจารณ์หนัง Chinese Zodiac

Chinese Zodiac (Jackie Chan,2012) – 7.5/10

นานมาแล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังแอคชั่นสไตล์เฉินหลงแบบเก่าๆที่มีสเน่ห์ ตลกขบขันและชวนระทึก ซึ่งซีรีส์ที่เป็นลายเซ็นในความสนุกสนานของเขานั้นหลักๆก็มี police story กับ armor of god ที่โดดเด่นจัดจ้านยากจะหาเรื่องไหนมาทำภาคต่อเทียบได้ และนี่ก็เป็นการกลับมาอีกครั้งที่แม้เพียงการเห็นตัวอย่างหนังก็พอจะคาดเดา ได้ว่าคืนวันเก่าๆแบบนั้นได้กลับมาอีกแล้ว

อย่างแรกที่ต้องกล่าวถึงการดูหนังเตะต่อยของฝั่งอ่องกงซะก่อนว่าเมื่อเราเลือกหนังมาดูไม่บ่อยนักที่เรา จะเลือกเพราะเรื่องนั้นมันมีเนื้อหาดีเยี่ยม เรื่องราวสนุกสนานสมบูรณ์แบบ แต่เรามักเลือกเพราะใครเป็นคนเล่น ใครเป็นคนกำกับซะมากกว่าเพราะนั่นคือสีสันเฉพาะตัวของแต่ละคนอันเป็น เอกลักษณ์ของหนังฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าการดูหนังเฉินหลงย่อมไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะดูว่าหนัง เรื่องนี้เล่าเรื่องยังไง เป็นมายังไงอยู่แล้ว แต่เราอยากจะเห็นความเฉพาะตัวของเฉินหลงเวลาที่อยู่บนจอหนังเสียมากกว่า ส่วนเนื้อหาจะดีไม่ดีนั้นก็ตามแต่จะได้เป็นของแถมหรือไม่

ในจุดนี้ค่อนข้างน่าประทับใจที่ถ้าหากว่าใครเป็นแฟนหนังยุคเก่าของเขาคงจะ ต้องประทับใจในการหวนกลับคืนมาสู่รูปแบบเดิมๆของเฉินหลงเอง ซึ่งคงจะต้องยอมรับโดยทั่วกันว่าดีกรีความมันส์ในยุคนี้ลดลงไปบ้างจากยุค ก่อน แต่ก็อย่างว่าสังขารก็ย่อมต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลาบ้างอยู่แล้ว ความสนุกสะใจก็ลดลงไปตามสังขารอีกทอดหนึ่งเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่เป็นข้อบกพร่องอันใหญ่ที่ถึงแม้จะเป็นแฟนคลับรักเหนี่ยวแน่นมากมาย แค่ไหนก็ต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริงก็คือการลำดับและร้อยเรียงเรื่องที่แสน งุนงงว่าใครไปมายังไง เกี่ยวกับใครแล้วมาทำแบบนี้ทำไม และหัวนักษัตรมีกี่อันที่หาเจอแล้วอันไหนจริงอันไหนปลอม อันไหนทำไมยังไง ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าด้วยการดูเสียงพากษ์ไทยโรงที่นอกเรื่องนอกราวซะเยอะจนไม่ อาจจะจับต้นชนปลายทันหรือว่ามันโหว่จริงๆ ซึ่งความเป็นไปได้น่าจะมาจากความโหว่ของมันอยู่แล้วซะมากกว่า ทำให้การเข้าใจเรื่องราวนั้นค่อนข้างสับสนเล็กน้อย

ประเด็นของหนังจริงๆแล้วค่อนข้างน่าสนใจที่ว่าด้วยเรื่องของโบราณที่ถูกชาติ อื่นแย่งชิงไปในยุคสมัยล่าอาณานิคม ซึ่งในปัจจุบันของต่างๆเหล่านี้ก็กระจัดกระจายไปทั่วโลกโดยไม่ได้ยึดอยู่กับ ประเทศดั้งเดิมซักเท่าไหร่ จึงเป็นการตั้งคำถามและหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยการผูกเรื่องและการเล่าเรื่องทำให้ความใหม่ตรงนี้ไม่ออกมาชัดเจนเท่า ไหร่ และไม่น่าจดจำเท่าที่ควร พอจะสรุปได้ว่าในด้านเนื้อหาของหนังเรื่องนี้นั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่คาด หวังความประทับใจได้ซักเท่าไหร่นัก

สรุปโดยรวมแล้วหนังเป็นรูปแบบเก่าๆที่คอหนังเก่าคงจะถูกใจกันมิใช่น้อย ถึงแม้จะไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแต่ก็ยังดีที่มีมาให้เราหายคิดถึง และได้ระลึกถึงวันเก่าๆอยู่บ้าง ถึงแม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้ดีเด่น่าสนใจอะไร แต่สุดท้ายใครจะสนใจในเมื่อหนังเรื่องนี้เราดูกันเพียงเพราะอยากเห็นเฉินหลง ออกมาวาดลวดลายเดิมๆอีกครั้งก็เท่านั้น

The Expendables 2

The Expendables 2 (Simon West,2012) – 5.5/10

หนังที่พยายามจะเรยกร้องเอาวันวานอันหอมหวานแห่งหนังแอคชั่นยุคเก่าให้หวน กลับมา โดยเอาดารานักบู๊รุ่นเก๋าๆกลับมาคืนจอกันอย่างครบถ้วนที่สุดเท่าที่เราจะ จินตนาการได้ ซึ่งถ้าหากมี สตีเว่น ซีกัล มาอีกคนหนังคงครบอย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้นก็ตามหนังก็เป็นได้แค่หนังพยายามจะหวนเอารูปแบบอดีตมาใช้ เพราะสุดท้ายแล้วหนังก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนุกซักเท่าไหร่ ที่ดูจะรื่นเริงบันเทิงใจก็ดูจะมีแค่การที่เราได้เห็นรุ่นเก่ากลับมาทำอะไร แบบที่เราเคยเห็นเมื่อตอนเขา

หนุ่มๆปัญหาใหญ่ของหนังก็คือการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งการแอคชั่น ซึ่งโดยตามหลักสากลโลกที่ฮอลลีวูดนิยมใช้นั้นมักจะเป็นการตัดต่อเร็ว แต่หนังเรื่องนี้ยังกินไปถึงการเล่าเรื่องเร็ว เมื่อเล่าเรื่องเร็วจนเกินไปทำให้จังหวะเรื่องนั้นๆเสีย และคนดูก็ไม่สามารถจะดื่มด่ำกับเรื่องราวได้ดีเท่าที่ควร แล้วก็พาลจะทำให้ช่วงเวลาแอคชั่นนั้นกร่อยลงไปเสียอีกด้วยซ้ำ เพราะเราจะงุนงงว่าอะไรไปมายังไง เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้นบ้าง แทนที่จะเป็นความสนุกตื่นเต้น อีกจุดก้คือการสรางอารมณ์ให้คนดูไม่สะใจเท่าที่ควรอย่างแรกคือเสียงเอฟเฟค ต่างๆที่ไม่ได้ดูเอะอะเอ็ดตะโรขโมงโฉงเฉงเท่าที่ตัวเรื่องมันกำลังดำเนิน อยู่ กลายเป็นเสียงปืนง่อยๆ เสียงระเบิดง่อยๆ ซึ่งเรื่องเสียงก็ยังกินควบไปถึงการออกแบบดนตรีประกอบที่ดูจะแผ่วๆไม่ได้น่า สนุกตื่นเต้น แต่ดูเหมือนเพลงประกอบบ้านผีสิงอะไรซักอย่างส่วนที่ดูจะสนุกสนานที่สุดในเรื่องคือการเอานักบู๊รุ่นเก่าทั้งหลายมาหยอก ล้อกันตลอดที่โผล่ออกมาในเรื่อง ที่สนุกที่สุดน่าจะเป็น ชัค นอร์ริส ที่ถูกหยอกล้อถึงความเป็นบร๊ะเจ้าชัค ขนาดหนัก โดยเฉพาะมุกงูเห่าที่ใครจะไปคิดว่าจะเล่นกันโต้งๆแบบนี้เลย หรือการล้อเลียนคนเหล็กโดยการให้อาร์โนล์ดพูดแต่คำว่า ไอม์แบ๊คๆ อยู่ตลอดจนบรู๊ซ วิลลิซทนไม่ไหว หรือการมาของคำว่า yippy ki yay อะไรต่างๆจำพวกนี้ที่ถูกนำมาเล่นอยู่ตลอดเรื่องทำให้ดูเป็นสีสันที่สนุกสนาน ถึงการล้อเลียนกันเองของดาราดังต่างๆ แต่ผลเสียก็คือทำให้ทีมนักแสดงนำของทั้งเรื่องดูบทบาทน้อยและไม่มีอะไรน่า ติดตามเท่าไหร่

โดยรวมการเล่าเรื่องก็ดำเนินเร็วไปอยู่บ้าง แต่สีสันก็ยังคงมีอยู่บ้าง การติดตามเรื่องไม่น่าสนุกเท่าไหร่เพราะดูไปเรื่อยๆเร็วๆ และการทำฉากแคชั่น หรือการดึงเอาจุดเด่นของตัวละครออกมายังไม่ดีนัก เช่นว่าดารารุ่นเก่าทั้งหลายจะมีคาแรคเตอร์รูปแบบเฉพาะของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ถูกดึงจุดนี้ออกมาเท่าไหร่นัก และฉากไคล์แมกซ์ที่ก็ดูจะเตะต่อยกันแบบงงๆ ตลกๆก็ทำออกมาได้น่าเสียดาย

สุดท้ายนี้ตัวละคร Billy อาจจะเป็นภาพแทนของหนังแอคชั่นสมัยใหม่ที่ตัวละครเป็นแนวทหารมีปมเจ็บปวด ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าหนังแอคชั่นรุ่นใหม่นี้มัน ไม่อึดเท่ารุ่นเก่าเท่าไหร่หรอก และรุ่นใหม่นี่ละที่จะต้องดับสูญไปเพื่อให้รุ่นเก่าต้องออกโรง