หนังอีโรติก

now browsing by category

 

การเดิมพันระหว่างเกมบาคาร่า

มาร์ติน: ผมคิดว่าศิลปินที่ระบุและใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมบางอย่างมีความรับผิดชอบกับ มันไม่ว่าจะชอบหรือไม่ คุณสามารถสำรวจความคิดใหม่ได้โดยไม่ต้องโยนลูกออกไปกับ bathwater มันเป็นเส้นแบ่งที่คุณเดินกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คุณสามารถดูได้กับศิลปินที่มองเห็นบางอย่างและนักดนตรี; คุณไม่ต้องการที่จะเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินที่เพิ่งทำอย่างนี้สิ่งหนึ่ง เป็นเวลา 40 ปี แต่แน่นอนเราจะไม่ทำบันทึกอินดีร็อครดน้ำลงเลยทีเดียว ด้วยการบอกว่าเราทำอัลบั้มเข้าถึงได้มากขึ้นหมายความว่าเราไม่ได้ทำเพียงแค่ นั้นโดยใช้สามัญสำนึกและประสบการณ์โดยไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณใด ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คุณมักจะมีให้ย้ายและพัฒนาเป็นเวลาย้าย นั่นคือชะตากรรมอีกต่อไปสำหรับการฟังเพลงทางการเมืองมากเกินไป: จะได้รับการลงวันที่อย่างรวดเร็วและสิ้นสุดการเป็นที่เกี่ยวข้องจนกว่าคุณจะ สามารถย้ายที่ผ่านมาในลักษณะที่มีรสนิยม

berdan: ผมรู้สึกว่าสำหรับเรามันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการส่วนตัว กลายเป็นเข้าถึงได้มากขึ้นเป็นเรื่องปกติอย่างแน่นอนและไม่ได้ทุจริตในทุก ตราบใดที่คุณไม่ได้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างความประทับใจให้ผู้ชมขนาด ใหญ่ งานของเราจะต้องเป็นของเรา ถ้าคนอื่นเกิดขึ้นที่จะสนุกกับสิ่งที่เราทำเรามีความรู้สึกขอบคุณและรู้สึก เป็นเกียรติ แต่ก็จะมีความจริงใจถ้าเราจะทำบันทึกกับทุกตัดเพียงเพื่อที่ว่ามันจะดึงดูด ความสนใจของผู้คนมากขึ้น ผู้ชมจะต้องมีรอง

- ร้องเรียนนิวยอร์กโรงงานของไมเคิล Berdan

ตอน นี้ก็ไม่มีจุดหมายการออกกำลังกายไม่ได้ผลในการต่อต้านปรากฏการณ์ที่มันดูด ซับทุกอย่างที่มันสัมผัส ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำอย่างไร เราสามารถยอมรับมันสำหรับสิ่งที่มันเป็นและจ้องมองมันตายในสายตา ผ่านชุดของการสนทนาเราตัดสินใจว่าเราต้องการที่จะทำอะไรบางอย่างที่ตรงไปตรง มายอมรับความจริงที่ว่ารสชาติและการเมืองจะซื้อและขายและวิธีการทุกอย่างที่ เราสร้างเป็นเพียงฟันเฟืองในปรากฏการณ์อื่น บันทึกนี้เป็นเรื่องของการตายของจิตวิญญาณของเราร่วมกัน

ไรอันมา ร์ติน: ผมคิดว่า Berdan สรุปมันขึ้นมาสวยดี มันเป็นเรื่องของแนวความคิดของผู้คนและความคิดที่จะถูกกลืนหายไปใน ปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมมากแฟชั่นวงจรในมหานครนิวยอร์ก ตราบเท่าที่ทั้งสองของเราได้รับการใช้งานที่นี่ มันเป็นข้อสังเกตของเราและบันทึกนี้เป็นเอกสารของการสังเกตว่าอ้างอิงการออก แบบบรรจุภัณฑ์ brutalist ในบันทึกต่อไปขับรถกลับบ้านจุดที่ เราเห็นคนถูกปิดปากโดยวัฒนธรรมของพวกเขา (ซึ่งไม่เคยเป็นจุด) เราเห็นนี้ในระดับท้องถิ่นและเรามีความรุนแรงมากปฏิกิริยาอย่างมากที่จะทั้ง หมดของมันโดยวิธีการของอัลบั้มนี้ (และผมคิดว่าคุณสามารถพูดได้ โดยการดำรงอยู่ของวง).

ไฮไลท์การสัมภาษณ์หนัง

ไฮไลท์การสัมภาษณ์

เกี่ยวกับเหตุผลที่เขารัก Goodfellas ครั้งแรกที่เขาเฝ้าดูมัน

“มันรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเห็น. มันมีการแสดงที่ดีที่สุด. มันมีการใช้งานที่ดีที่สุดของเพลงและดนตรีในช่วงเวลาที่ไม่มีความจริง.”

เกี่ยวกับเหตุผลที่เขาคิดว่าหนังเรื่องนี้ถูกปล้นที่รางวัลออสการ์

“คุณรู้แฟลชไปข้างหน้าเหมือนเดือนมีนาคมของปี 1991 รางวัลออสการ์, ฉันไม่สามารถเชื่อว่าเต้นรำกับหมาป่าชนะภาพที่ดีที่สุดกว่า Goodfellas. ฉันหมายความว่าจนถึงวันนี้ไม่มีใครจริงๆคิดว่าเต้นรำกับหมาป่า เป็นหนังที่ดีกว่า Goodfellas? แน่นอนฉันไม่. “

กับสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้หมายถึงเขา

“คุณรู้ว่าเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่เป็นคนรักหนังก็หนังเพื่อหวังที่จะทำให้และฉันเพียงเพื่อขอบคุณที่สกอร์เซซี่ทำมันและมันออกมีในโลก. คุณจะรู้ว่ามันก็เหมือนเพื่อนของฉัน, คุณรู้หรือไม่ฉันสามารถดูได้และรู้สึกเหมือนฉันไปเยี่ยมเพื่อนเก่า. “

วันหยุดสุดสัปดาห์กับกิจกรรมพิจารณาคุณสมบัติการถ่ายทำซีรีส์นักแสดงนักเขียนและผู้บริหารพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่พวกเขาไม่เคยได้รับเบื่อของการดู

ภาพยนตร์ที่เขียนบทผู้กำกับ Derek Cianfrance, มีสินเชื่อรวมฟิล์มสีฟ้าวาเลนไทน์และสถานที่ไกลออกไปจากไพน์ – ขณะนี้ในโรงภาพยนตร์ – สามารถดูล้านครั้งเป็น Goodfellas มาร์ตินสกอร์เซซี่

รีวิวหนัง No Place On Earth

ผู้รอดชีวิตย้ายไปอยู่กับบทบัญญัติกี่ถ้ำที่สองซึ่งเป็นที่ลึกและไกลกว่า ซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกที่มันมีแหล่งน้ำภายใน แต่ได้รับอาหารที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและจู่โจมนอกอุโมงค์ได้เสมออันตราย

อย่าง หลีกเลี่ยงไม่เพลสบนโลกไม่มีลักษณะและรู้สึก bit เช่นในความมืดชีวิตจริง Agnieszka ฮอลแลนด์ 2011 ของละครเกี่ยวกับกลุ่มของชาวยิวที่พบที่หลบภัยในท่อระบายน้ำของนั้นโปแลนด์, เมืองตอนนี้ยูเครน เช่นฮอลแลนด์, โทเบียสเน้นความมืด เธอยังให้ดูใต้ดินไปสัมภาษณ์โดยตรงวางรอดชีวิตก่อนที่จะดำฉากหลังสว่างด้วย แสงเดียว ในบรรดาผู้ที่เป็นพยานและ Sonia สีมา Dodyk ซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เมื่อคนในครอบครัวของพวกเขาไปใต้ดิน

แม้ ว่าเรื่องเล่าพร้อมกับคำบรรยายมากกว่าบทสนทนาโทเบียสอาศัยมากเกินไปในการ ฟื้นฟู melding ประดิษฐ์ขึ้นของสารคดีและสารคดีจะได้ประโยชน์ฟิล์มซึ่งส่วนใหญ่ฉากย้ายทั้ง หมดเกี่ยวข้องกับสมาชิกของครอบครัวที่แท้จริง บริบทบิตมากขึ้นทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ยังจะมีประโยชน์

คริสโตนิโคลา spelunker มักมากผู้แนะนำสถานที่บนโลกไม่มีมีความอยากอาหารสำหรับการแสดงละคร

“ถ้ำฉันใส่ทุกคนมีความลับ” เขาไว้อาลัยเป็นสารคดีตัดระหว่างของ Nicola บ้านมหานครนิวยอร์กและความคืบหน้าของเขาผ่านทางเดินใต้ดินแน่น

ใน ปี 1993 ขณะที่การสำรวจ 77-ไมล์ยาวถ้ำยิปซั่มในยูเครนนิโคลาพบความลับที่มีอะไรจะทำอย่างไรกับธรณี วิทยา: ห้องที่ผู้คนในศตวรรษที่ 20 มีชีวิตอยู่อย่างเห็นได้ชัดสำหรับบางเวลา ชาวบ้านถามเกี่ยวกับนิโคลาค้นพบมีอะไรจะพูด “บางทีพวกยิวบางคน” ที่ซ่อนอยู่ที่นั่นเขาก็บอกว่า

เดาที่ดี แต่ “ความทรงจำอัดอั้น” อาจจะถูกต้องมากขึ้น เกือบ 30 สมาชิกของสองครอบครัว Stermers และ Wexlers ใช้เวลา 511 วันในถ้ำเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นในพื้นที่ที่เป็นส่วนหนึ่ง ของโปแลนด์ พวกเขาวางแผนที่จะย้ายไปแคนาดา แต่ฮิตเลอร์บุกเรือของพวกเขาก่อนที่จะสามารถแล่นเรือ

ของตัวเองยุโรปตะวันออก (แม้ว่าไม่ใช่ยิว) มรดกนิโคลาสืบค้นสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับทศวรรษ ในที่สุดเขาอยู่บางส่วนของผู้รอดชีวิต – เป็นสถานที่ใกล้เคียงเป็นบรองซ์ (อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในมอนทรีออ.) หลายของพวกเขายังคงเจ็บปวดของพวกเขาเอกชน แต่เรื่องไม่ได้ถูกซ่อนทั้งหมด

ปูชนียบุคคลเอสเธอร์ Stermer หนึ่งของหนังเรื่องนี้วีรบุรุษปิดหน้าจอการตีพิมพ์ 1975 ไดอารี่เราต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แต่เพียง 500 ฉบับพิมพ์และส่วนใหญ่ไปสถาบันยิวหรือหายนะที่มุ่งเน้น

สารคดีเจเน็ตโทเบียส ‘เริ่มต้นด้วยนิโคลาและสรุปกับ 2010 แปลกลับไปยังเว็บไซต์ในระหว่างที่สี่ผู้รอดชีวิตถูกพร้อมกับหลานสองคน ในระหว่างภาพยนตร์ใช้เอพนักแสดงที่เล่นชาวถ้ำ (และบางครั้ง nemeses ของพวกเขา)

สองครอบครัวเป็นอย่างดีสิ่งที่ต้องทำและก็สามารถที่จะซื้ออุปกรณ์บางอย่างสำหรับการหลบภัยเป็นครั้งแรกในขนาดเล็กถ้ำเข้าถึงได้มากขึ้น กี่ของพวกเขาที่เก็บรวบรวมและขายเศษโลหะที่จะซื้ออาหาร แล้วทหารเยอรมันบุกจับกุมหลายถ้ำที่อาศัยอยู่ รอดมากที่สุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งมีกระนั้นปอบตอนจบ

 

ยังคงเป็นที่น่าจดจำเรื่องราว ก็ยังเป็นหนึ่งที่ยังคงอยู่ดิบเป็นที่แสดงให้เห็นถึงไม่เพียง แต่โดยที่ไม่เต็มใจพื้นที่อยู่อาศัย ‘จะหารือกับนิโคลา 20 ปีที่ผ่านมา สิน เชื่อของภาพยนตร์เผยให้เห็นว่าฉากใหม่ถูกยิงที่อื่น ๆ ในยุโรปตะวันออก – ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เก็บรักษาไว้ในถ้ำเพียงไม่กี่ล้านทำเครื่องหมาย สำหรับการขุดรากถอนโคน

วิจารณ์หนัง Himizu

หนังที่อัดแน่นไปด้วยแนวคิดแบบชาตินิยมที่ถูกนำ เสนอออกมาทั้งอย่างโต้งๆ และอ้อมๆ จนทำให้ความน่าสนใจของหนังนั้นลดลงไป โดยปกติของหนังเรื่องนี้แล้วมีการนำเสนออารมณืได้ค่อนข้างดี เราจะพบห้วงเวลาของความรู้สึกต่างๆที่อัดแน่นอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอยากตายของตัวเอก ความไม่สิ้นหวังของผู้ที่สูญสิ้นทุกอย่าง และการที่จะสู้กับชีวิตต่อไป แต่โดยฉากหลังอันอิงเอาว่าเป็นการเกิดเรื่องราวหลังจากซึนามิครั้งใหญ่ ผ่านการให้กำลังใจก็ดูจะไม่ทำให้หนังนั้นน่าสนใจเท่าที่ควร

โดยธรรมชาติบริบทของสังคมญี่ปุ่นนั้นมีความกดดันในระดับที่เข้มข้นอยู่แล้ว ชาติญี่ปุ่นมีความจำเพาะในการมีรูปแบบชีวิตที่ชาติอื่นอาจจะไม่เคยพบเจอมา ก่อน หนังเล่าเรื่องผ่านตัวเอกที่ครอบครัวมีปัญหาถึงขั้นขีดสุด จนถึงขั้นว่าไม่มีแม้กระทั่งครอบครัวอยู่ด้วยกัน หนังเล่าให้เห้นถึงความกดดันของตัวละคร และนำพาไปสู่ที่ตัวละครจิตใจล่มสลาย และการต่อสู้ในการกลับมามีชีวิตของตัวละครก็เริ่มต้นขึ้น ผ่านการช่วยเหลือและให้กำลังใจของคนรอบข้าง

จากที่กล่าวมาเราอาจจะพอเห็นได้ว่าอันเนื่องด้วยความเป็นสังคมแบบญี่ปุ่น ธรรมดาๆนั้นก็สามารถจะเล่าเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างครอบคลุมในตัวเองอยู่แล้ว แต่หนังเรื่องนี้กลับเลือกใช้ภาพความเสียหายของซึนามิครั้งใหญ่ การแทรกข่าวเกี่ยวกับโรงงานนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ หรือการพยายามให้ตัวละครอื่นๆมุ่งมั่นว่า “จะต้องเสียสละเพื่อเด็กคนนี้เพราะเขาคืออนาคตของชาติ” ก็ดูจะเป็นการผลักดันเรื่องการต่อสู่ การเห็นแก่ส่วนรวม และชาตินิยมแบบฮาร์ดเซลล์เกินไปหน่อย จนในบางห้วงขณะเราเหมือนกำลังนั่งดูสื่อชวนเชื่อ ส่งเสริมสร้างสรรค์กำลังใจ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องผิดหากว่าประเทศที่กำลังเจอภัยภิบัติและกำลังจิตใจแตก สลายกำลังต้องการสื่อนำทาง หากก็แต่ว่าควรจะถูกนำเสนอให้มีมิติที่มากมายกว่านี้ไม่ใช่การขายคอนเซปกัน โดยชัดแจ้ง จนดูเป็นสื่อชวนเชื่อกันเกินไป แทนที่จะชี้ให้เห็นถึงผลของสิ่งต่างๆมากกว่าการมานั่งบอกกันตรงๆ แต่ก็ยังดีที่ส่วนเนื้อหาหลักของเรื่องยังมีความแข็งแรงจึงทำให้หนังไม่ได้ ชวนเชื่อขนาดหนักซะทีเดียว

สุดท้ายนี้ หนังเรื่องนี้ก้คือร่างจำแลงของการบอกเล่าแนวคิดแบบชาตินิยมของญี่ปุ่นว่า ถึงแม้เราจะล้ม และสูญเสียจิตวิญญาณของเราไป แต่มันก็ยังไม่สายถ้าหากว่าเราจะเริ่มต้นฟื้นฟูมันกลับมาใหม่เพื่อมีวันที่ สวยงาม

จันดารา

จันดารา ปฐมบท (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล,2012) – 2/10

หม่อมน้อยน่าจะเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาในการปรับการเล่าเรื่องให้มีความเข้า กับสมัยปัจจุบัน หรือกระนั้นจะว่าง่ายๆก็คือลีลาและชั้นเชิงของตัวผู้สร้างนั้นช่างดูแล้ว ประหนึ่งเป็นสื่อไทยสมัยล้าหลังขาดการ พัฒนาที่ตัวละครมีด้านเดียวแบนๆ แสดงแบบเน้นโฉ่งฉ่างมาใหญ่ตลอด การเล่าเรื่องที่เน้นความบีบคั้น แต่การเล่าเรื่องไม่ได้กระเถิบดำเนินเรื่องใดๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดมาตลอดในการทำหนังยุคหลังของตัวเขาเอง ซึ่งยังน่าดีใจที่เขาหยิบยกเอาเนื้อเรื่องของไทยที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วมา ทำ ไม่เช่นนั้นหนังคงน่าผิดหวังแบบไม่มีชิ้นดี

เรื่องดำเนินขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดในจังหวะที่ค่อนข้างเพี้ยนๆ ดูแล้วเป็นจังหวะที่ถูกประดิษฐ์จนขาดความสจริงจนเกินงาม ทั้งยังเรื่องของบทสนทนาของตัวละครแต่ละตัวที่ดูจะแปลกๆ ประหนึ่งว่าท่องตามบทมาแต่ตัวคนพูดไม่มีจิตใจใดๆ จนการทำงานในการสร้างเรื่องราวของหนังนั้นเต็มไปด้วยความน่าขันและสมเพชใน การใช้เวลาในการนั่งดูบางสิ่งที่ค่อนข้างไร้สาระให้หยิบจับ

นิกจากแค่ว่าหนังจะยังไม่สามารถขัดเกลาการนำเสนอองค์ประกอบส่วนย่อยต่างๆให้ ออกมาอยู่ในระดับที่ดีได้แล้ว การดำเนินเรื่องราวยังเป็นส่วนที่น่าผิดหวังอีกส่วนหนึ่งเช่นกัน โดยหนังตลอดหลายเรื่องที่ผ่านมาของหม่อมน้อยนั้น มักดำเนินเรื่องราบเรียบ เชื่องช้าจนการดำเนินเรื่องราวนั้นแทบไม่มีการขยับใดๆ โดยการแน่นิ่งนั้นก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้ซึมซับหรืออิ่มเอมคุณค่าทางความ สุนทรีย์แต่อย่างใด กลับมีเพียงการหมกมุ่นเล่าในเรื่องเล็กๆซ้ำไปซ้ำมาจนเราไม่อาจจะจับได้ว่า ต้องการจะนำเสนออะไร และเรื่องแน่นิ่งอยู่ตรงนี้ทำไม โดยในเรื่องนี้ก็เช่นกัน หนังเล่าถึงตัวละครแวดล้อมเรื่องเต็มไปหมดจนเยอะแยะมากมาย มีประเด็นบ้างไม่มีบ้าง โดยส่วนใหญ่จะถูกนเสนอออกมาไม่ให้มีมิติทางตัวละครใดๆซักเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ตัวหนังยังไม่รู้ว่ากำลังจะเล่าอะไร เพราะเราไม่อาจจะจับสาระที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายและยุ่งเหยิงในการเล่า เรื่องของตัวหนังได้ว่าสาระสำคัญนั้นคืออะไร

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการเอา โช นิชิโนะมาแสดงเรื่องนี้ คงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายใดๆมากไปกว่าการที่อยากจะหานักแสดงมาเล่นบทเปลือยทั้ง ตัวให้ได้ จึงจำต้งใช้ดาราหนังผู้ใหญ่จากต่างแดนคนนี้มาเล่นโดยไม่คำนึงถึงความลำบาก ทางด้านภาษาและการสื่อสาร เพราะตัวละครตัวนี้ดูเป็นสิ่งมีชีวิตน่าขันไปทันทีที่พูดภาษาทยไม่ชัด และถูกสอดแทรกประเด็นเรื่องเพศเข้ามาอย่างไม่มีบทสรุปว่ากำลังจะเล่าเรื่อง สาระอะไรให้ฟัง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเชื่อในตัวละครไม่ได้แล้วยังทำให้คนดูติดตามเรื่องไม่ ได้อีกด้วย

ทางด้านการออกแบบเสื้อผ้าของคุณบุญเลื่องนั้นก็ค่อนข้างดูประหลาดและเหนือ จริงจนดูเป็นว่าระดับการเล่าเรื่องนั้นมีคุณค่าเทียบเท่าแค่ละครทีวีที่เอา คอสตูมแปลกๆแรงๆมาใช้จำแนกตัวละครว่าตัวไหนดี ตัวไหนที่ไม่น่าไว้วางใจมากกว่าที่จะเล่าให้เห็นตัวละครและแก่นความเป็น มนุษย์ของแต่ละตัว โดยเมื่อยิ่งทำแบบนี้ความเป็นคนของตัวละครก็ถูกลดลงไปอีกจนดูเหมือนตุ๊กตา ที่ถูกจับแต่งเสื้อผ้าตามใจอยากของผู้สร้างเท่านั้น

ส่วนที่เป็นปัญหาบกพร่องหนักหนาสาหัสที่ช่วยส่งเสริมให้เราเห็นว่าทักษะใน การทำหนังของผู้สร้างมีปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบนั้นก็คือการกำกับนักแสดงเพราะ นอกจากว่าทุกครั้งนักแสดงที่ถูกเอามาขึ้นจอนอกจากจะพูดๆอย่างไม่เป็น ธรรมชาติแล้ว ยังดูไม่มีชีวิตจิตใจไม่มีมิติใดๆเลย นอกจากนี้ทัศนคติของผู้สร้างก็ยังทำให้เหล่าผู้หญิงต่างๆที่อยู่ใน เรื่องกลายเป็นอีอ่อยเล่นใหญ่กันไปเสียทุกคน เพราะนอกจากการพูดจาที่ดูเล่นหูเล่นตาผิดมนุษย์มนาแล้วตัวละครทุกตัวเล่น ใหญ่ขนาดที่ว่าช้างตายทั้งตัวก็ยังเอาใบบัวมาปิดไม่มิด จนทำให้หนังทุกๆเรื่องที่ผ่านสายตาของเรานั้นช่างสิ้นหวังในการแสวงหาคุณค่า ทางความบันเทิง และทางสุนทรีย์เพราะนอกจากจะไม่สามารถเล่าออกมาให้สนุกสนานได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถจะเป็นกระจกใดๆสะท้อนชีวิตมนุษย์ได้อีกเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว จากการกำกับนักแสดงเช่นนี้ทางที่ดีที่จะสร้างหนังให้น่าสนใจได้ควรจะเป็น หนังซอมบี้ หรืออะไรซักอย่างที่ตัวละครไม่ต้องมีชีวิตจริงๆคงจะเหมาะสมเข้ากันได้เป็น อย่างดี และใดๆนอกจากนี้ 2 คะแนนที่ได้ไปนั้นเป็นคะแนนที่ให้เพราะความตั้งใจของผู้ออกแบบเสียงดนตรีปรก อบ และภาพที่ดูแล้วจะพยายามทำงานออกมาให้ดีที่สุด แต่เมื่อมันมารวมๆปะปนกับส่วนอื่นๆแล้วนอกจากความที่มันจะไม่ได้ดีเด่อะไร แล้ว แต่ก็ยังพอทำให้หนังดูมีมูลค่าในการสร้างอยู่บ้างจนไม่ให้มันดูเป็นงานขยะ โดยสมบูรณ์แบบ